วันจันทร์ , 17 มิถุนายน 2019

ผมวางแผนวิ่งกรุงเทพมาราธอนแบบนี้

อยู่ว่างๆ…ไม่มีอะไรทำ ก็เลยแสดงความเห็นตัวเอง
นาทีนี้..เรื่องที่ควรคุย…คงไม่พ้นมาราธอน

หลังจากดูสารรูปตัวเองเป็นที่เรียบร้อย..นั่งขบคิดวิธี
ก็ได้คิดว่า..ควรจะวางแผนการวิ่งแบบนี้ครับ

1.เพราะเขาให้เวลา 7 ชม…จึงตั้งหลักให้ถึงเส้นชัยใน 6 ชม.(อีก 1 ชม เอาไว้กรณีมีปัญหา)

2.ปีที่แล้ว..ผมเดิน..ประมาณ 6-7 กม. จึงเข้าเส้นชัยได้(แสดงว่าวิ่งจริงเพียง35 กม.
ปีนี้กะจะวิ่งเพียง 30 กม…ที่เหลือเหลือเดินเอา

3. วางแผนการเดิน 12 กม…โดยจัดให้เหมาะสมแบบนี้
(เหตุผล..อยู่ในวงเล็บ)

-5 กม.แรก…เดินอย่างเดียว (ไม่ต้องไปเดินแบบทรมานในตอนท้ายๆ)
-5 กม ที่ 2 วิ่งช้า..ให้ความเร็วกว่าเดินเล็กน้อย
-ขึ้นเนินทุกกรณีใช้วิธีเดินอย่างเดียว (ลดความยากของเส้นทาง)
-5 กม.ที่ 3 วิ่งสบายๆไปถึงจุดกลับตัวที่บนทางต่างระดับ ( โดยวิธี 7/1)
บริเวณนี้เป็นจุดเชคพอยส์

คาดว่าระยะ 15 กม.แรกจะใช้เวลาไป 2 ชม. 15 นาที

4. หลังจากวิ่งมาแล้ว 15 กม. เริ่มวิ่งแบบปกติไปจนถึง กม ที่ 30 คือถึงสะพานพระราม 8
ช่วงนี้..ใช้วิธีวิ่งสด ของ อ.กฤตย์ คือ 7/1
ความหมายก็คือ..วิ่ง 7 นาที เดิน 1 นาที สลับไปตลอดระยะทาง
เพิ่มการยืดเส้นทุกๆจุดให้น้ำ…
หากมีอาการปวดเมื่อย..ใช้วิธีลดความเร็วลงไปให้ถึงจุดวิ่งสบายๆ..
คาดว่า 6 โมงเช้า ถึงสะพานพระราม 8

สรุปว่า 30 กม คาดว่าจะใช้เวลาไป 4 ชม

5.ระยะ 12 กม. สุดท้าย..เป็นการวิ่งในแดนนรก..สุดแสนทรมาน
วิ่งช้าลง…สลับการเดิน แบบ 5/1 หรือ 4/1
คือวิ่งและพักเป็นระยะให้บ่อยขึ้น
คาดว่า 12 กม.สุดท้าย…ใช้เวลา 2 ชม..
คงเพียงพอที่จะไม่ต้องออกจากการแข่งขัน

ถึงเส้นชัยเวลา 8 โมงตรง

ผมวางแผนไว้อย่างนี้เพราะ…
ย้ายการเดินในช่วงท้าย..มาไว้ในช่วงแรก
คือเดินแบบสบายๆไปเลย..
เก็บความสดของร่างกายเอาไว้ที่ ระยะสุดท้าย

อาจจะเป็นแผนการที่ไม่ค่อยสวย..
แต่เป็นแผนที่จะวิ่งให้ครบระยะทาง
การวางแผนเดินตอนขึ้นสะพาน…ก็คือ
ไม่สู้กับความยากลำบากให้ร่างกายบอบช้ำ
เพราะการวิ่งธรรมดาขึ้นสะพาน ก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว
ลดความยากด้วยการเดิน…ยอมแลกเวลากับความยาก
เหมือนการศึก..ไม่ตีจุดแข็ง….เข้าตีจุดอ่อน

ขอเรียนว่า..แผนแบบนี้..
ใช้กับคนที่อ่อนซ้อม…มือใหม่…หรือลงเป็นครั้งแรก
เน้นการยืนหยัดบนสนามให้ได้ตลอดเวลา
มุ่งมั่นให้ถึงเส้นชัย..ด้วยกำลังกายและปัญญา

ปีที่แล้ว…คุณนิวส์วิ่งมาราธอนสำเร็จ…
ทั้งที่ระยะฮาล์ฟยังเกือบไม่ถึง
อาศัยแผนการแบบนี้…ทำสำเร็จได้…
พวกถามสูตรกันใหญ่

ผมวางแผนบนความจริงที่ว่า…
ซ้อมมาน้อย…เอาประสบการณ์มาเล่นใหม่ครับ

อ.กฤตย์

โธ่ อ.เปา ขาเก่าแล้วนะไม่ใช่ขาใหม่ ทำเป็นเบบี้ไปได้ตัวก็

ขอวิจารณ์ว่าการเดิน 5 โล และวิ่งอีก 5 โล และวิ่ง 7/1 อีก 5 โล นั้น ทั้งสามอย่างมันสลับกลุ่มกล้ามเนื้อใช้งานจริง แต่ละช่วงนานมากเกินไป

ลุงว่าสู้ 7/1 ตั้งแต่ต้นดีกว่า ไม่ใช่เพราะเร็วกว่า แต่เพราะมันสลับกลุ่มกล้ามเนื้อใช้งานบ่อยกว่า การเดินในช่วงแรกนั้น กว่าจะเปลี่ยนอิริยาบท มันก็ไปตั้ง 5 โล ประมาณนั้น เป้าหมายลุงว่า อ.เปาน่าจะเปลี่ยนถี่ๆกว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเองครับ

ถ้าทั้งหมดเป็นเพราะซ้อมมาไม่พร้อม ทำไมไม่เริ่มเกาะติดแผนฝึกที่เป็นรูปธรรมสำหรับตัวเราตั้งแต่บัดนี้ และอีก 6 เดือนข้างหน้าค่อยเจอกัน ใช่แล้ว ไม่ใช่กรุงเทพ แต่เป็นจังหวัดอื่น ก็ไม่เห็นเป็นไร ปัญหาคือ เมื่อถึงตอนนั้น เราพร้อมหรือเปล่าหรือว่าผัดวันประกันพรุ่งอยู่เรื่อยๆ

การจะลงให้ได้ในคราวนี้เพื่ออะไร?? ตอบให้ได้ เราหวังอะไร?? เอาแค่ถึงหรือ แค่ถึงแล้วดีใจหรือ ??
ติ้ดต่างว่า อ.เปาทำได้ คือไปถึงเส้นชัย ดีกว่าเดิมเล็กน้อย ถามตัวเองว่าดีใจหรือไม่ ซึ่งมันก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ถ้าซ้อมมาไม่พอเพียง แต่มันดีกว่าปีที่แล้ว(นิดนึง) คงเป็นเพราะรู้จักใช้ประสบการณ์ให้เป็นประโยชน์ ใช้สามัญสำนึกของความสูงวัยเตรียมรับมือได้ดี

ติ้ดต่างว่าอ.เปา ทำได้ช้ากว่าปีที่แล้ว แม้อาจไม่ใช่เรื่องที่ควรเสียใจ แต่มิใช่เรื่องที่น่ายินดีนักใช่หรือไม่

และยิ่งหากฟลุคๆ ทำไม่สำเร็จ เป็นนักวิ่ง DNF (Did not finish) มันชวนให้หดหู่มากกว่าหน้าใหม่ เพราะ เรามันเคยทำได้แล้ว

จากที่วิเคราะห์ชะตากรรม อ.เปา มา 3 เส้นทาง พบว่า ไม่ว่าทางใดก็ดูไม่ชวนมีเสน่ห์นัก ดังนั้น ลุงว่า อ.เปา ไม่น่าลง น่าจะลง 10 ก.ม. หรือไม่ก็ไปสนามอื่น แล้วเก็บความตั้งใจนี้ไว้ในสนามมาราธอนอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือหากตั้งใจจริง ภายใน 4 เดือน ต้องมีอะไรดีดีน่าดูความคืบหน้าบ้าง (อย่างไม่หักโหมด้วย)

อ.เปา
ต้องขอบขอบคุณ อ. กฤตย์ เป็นอย่างมากครับ
คำแนะนำก็ถือว่ามีประโยชน์..
ผมทายได้ก่อนแล้ว..เพราะอ่านทุกเล่มที่ อ.กฤตย์เขียนไว้..
บอกตรงๆ..อ่านมันซ้ำแล้ว…ซ้ำอีก
นักวิ่งที่ไม่ได้อ่านข้อเขียนที่ดี..น่าเสียดาย

จากกระทู้ก่อนๆ…ผมก็โดน อ.กฤตย์ เตรียมจะลงโทษ
ก็คงเป็นธรรมดา…ลูกศิษย์หลายคน..ที่ดื้อมันก็ต้องมี
ผมก็อยู่ในกลุ่มนั้น….อาจารย์ต้องทำใจ..
มันดื้อนัก…ให้มันเจอเอง..คงต้องเป็นอย่างนี้

คำพูดทองคำที่ได้ก็คือ…

“…ลุงว่าสู้ 7/1 ตั้งแต่ต้นดีกว่า ไม่ใช่เพราะเร็วกว่า แต่เพราะมันสลับกลุ่มกล้ามเนื้อใช้งานบ่อยกว่า การเดินในช่วงแรกนั้น กว่าจะเปลี่ยนอิริยาบท มันก็ไปตั้ง 5 โล ประมาณนั้น เป้าหมายลุงว่า อ.เปาน่าจะเปลี่ยนถี่ๆกว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเองครับ …”

คิดอยู่เหมือนกันครับ…แต่
คิดแค่เอาการเดินในช่วงหลังมาไว้ช่วงหน้า
คิดได้อีตอนซ้อมวิ่ง…ไหนๆก็ต้องเดินอยู่แล้ว..
เดินแบบสบายๆไม่ดีกว่าหรือ
การเดินในระยะ 30 กม.ขึ้นไป…มันทรมาน..ใครก็รู้

คงจะขอปรับอีกครั้ง…เอาการเดิน..สอดใส้ไว้ทั่วการวิ่ง
ในใจก็มีแผนอย่างี้..ไม่รู้เป็นไง..จะเดินมันรวดเลย

ขอขอบคุณ อ.ฤฤตย์ อีกครั้งครับ…
ได้ผลยังไงแล้วผมจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกที

น่าสนใจ!!!

ความสำคัญของการดื่มน้ำ

วิ่งแล้วเสียเหง …

avatar
X